วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 10 การประกันด้วยบุคคลและทรัพย์


 บทที่ 10 การประกันด้วยบุคคลและทรัพย์


ลักษณะทั่วไปของสัญญาค้ำประกัน
1. สัญญาค้ำประกันเป็นการประกันหนี้ด้วยบุคคล ในลักษณะที่บุคคลภายนอกเข้ามาผูกพันตนกับเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ซึ่งต้องอาศัยหนี้ประธาน คือหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เป็นสำคัญ
2. ตามหลักทั่วไปผู้ค้ำประกันมีความรับผิดไม่เกินความรับผิดของลูกหนี้โดยอาจจำกัดหรือไม่จำกัดความรับผิดก็ได้ และลูกหนี้ยังมีความผูกพันต้องรับผิดในหนี้อยู่ หากเจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกันไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ของลูกหนี้ได้ทั้งหมด

 สาระสำคัญของสัญญาค้ำประกัน
สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกเรียกว่าผู้ค้ำประกันผูกพันตนเองต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
2. สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ไม่ต้องทำตามแบบแต่อย่างใด เพียงแต่หากจะมีการฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่ผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันแล้ว จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งอันมีข้อความแสดงว่ามีการค้ำประกันจริงโดยมีลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันลงไว้เป็นสำคัญด้วย
3. หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ซึ่งต้องอาศัยหนี้ประธาน คือหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เป็นสำคัญ หนี้ประธานต้องเป็นหนี้ที่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเป็นหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขก็ได้ หากไม่มีหนี้ประธานหรือหนี้ประธานไม่สมบูรณ์แล้วสัญญาค้ำประกันก็มีขึ้นไม่ได้
4. หนี้ที่ลูกหนี้กระทำด้วยเหตุสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ หรือเพราะเหตุไร้ความสามารถ ก็อาจมีการค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ได้ หากผู้ค้ำประกันได้รู้ถึงเหตุบกพร่องดังกล่าวในขณะเข้าทำสัญญาผูกพันตน

 ความหมายของสัญญาค้ำประกัน
สัญญาค้ำประกันคืออะไร ในการทำสัญญาค้ำประกันนั้นจะต้องให้ลูกหนี้รู้เห็นยินยอมด้วยหรือไม่
สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ในการที่จะชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระเป็นเรื่องที่มีหนี้ผูกพันกันอยู่ในระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้อยู่ชั้นหนึ่งแล้วเป็นหนี้ประธานแล้วจึงมีหนี้ระหว่างผู้ค้ำประกันกับเจ้าหนี้อีกชั้นหนึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ ความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นความรับผิดโดยตรงต่อเจ้าหนี้ที่จะชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ และในฐานะที่เป็นผู้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะต้องรับผิดเพื่อลูกหนี้จึงอาจชำระหนี้โดยขืนใจลูกหนี้ได้ตามหลักในมาตรา 314 อยู่แล้ว การทำสัญญาค้ำประกันจึงไม่ต้องอาศัยความรู้เห็นยินยอมของลูกหนี้เลย และเมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปแล้ว ก็ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ได้ด้วยอำนาจของกฎหมายซึ่งบัญญัติรับรองไว้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้

สัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ที่ว่า สัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้ นั้นหมายความว่า
คำกล่าวนั้นหมายความว่า สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทำตามแบบ ดังนี้ แม้คู่สัญญาอาจจะตกลงกันด้วยวาจาก็มีผลทำให้สัญญาค้ำประกันสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่หากว่าจะมีการฟ้องร้องบังคับคดีให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจะต้องมีหลักฐานแห่งการค้ำประกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันไว้เป็นสำคัญ หากไม่มีหลักฐานดังกล่าวก็จะฟ้องร้องบังคับเอาแก่ผู้ค้ำประกันไม่ได้ หลักฐานเป็นหนังสือนั้นผู้ค้ำประกันจะทำไว้อย่างไรก็ได้และจะมีรูปลักษณ์เป็นหนังสือ จดหมาย บันทึก หรืออะไรก็ได้ เพียงแต่ให้มีข้อความแสดงว่ามีการค้ำประกัน และมีลายมือชื่อผู้ค้ำประกันก็เป็นการเพียงพอแล้ว


  หนี้ประธานต้องเป็นหนี้ที่สมบูรณ์
การค้ำประกันจะมีได้เฉพาะแต่เพื่อหนี้อันสมบูรณ์ หมายความว่าอย่างไร
หนี้ตามสัญญาหนี้ค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ซึ่งต้องอาศัยหนี้ ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อันเป็นหนี้ประธาน ดังนั้นหนี้ประธานจึงต้องเป็นหนี้ที่สมบูรณ์มีผลบังคับผูกพันกันได้ตามกฎหมาย สัญญาค้ำประกันอันเป็นหนี้อุปกรณ์จึงจะมีผลบังคับตามไปด้วย หากหนี้ประธานไม่มีหรือไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุอื่นตามบทบัญญัติของกฎหมาย การค้ำประกันก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

เหตุใดจึงมีการค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขได้
บทบัญญัติของกฎหมายวางหลักทั่วไปไว้ว่า การค้ำประกันจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าหนี้ที่จะค้ำประกันได้และเป็นหนี้สมบูรณ์นั้น จะต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นพร้อมกับการค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขซึ่งในขณะทำสัญญาค้ำประกัน แม้หนี้จะยังไม่เกิด และจะเกิดหรือไม่ก็อาศัยเหตุการณ์ในอนาคตอันไม่แน่นอนก็ตาม แต่ถ้าหากจะเกิดในอนาคตหรือเมื่อเงื่อนไขสำเร็จแล้วจะเป็นหนี้ที่สมบูรณ์ ก็อาจมีการค้ำประกันได้ การให้มีการค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขได้ก็เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดแก่เจ้าหนี้ในกิจการที่ลูกหนี้ได้ก่อขึ้นหรือจะได้ก่อขึ้นในอนาคตนั่นเอง

 ความรับผิดของผู้รับประกัน
       1.ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดที่จะต้องชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ โดยผู้ค้ำประกันอาจจำกัดหรือไม่จำกัดความรับผิดไว้ก็ได้
      2.หากมีได้มีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น โดยปกติลูกหนี้มีความรับผิดตามมูลหนี้ประธานอยู่อย่างไร ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้นั้น
 ในหนี้รายเดียวกัน อาจมีผู้ค้ำประกันหลายคนก็ได้ และผู้ค้ำประกันเหล่านั้นต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้อย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ว่าจะมิได้เข้าค้ำประกันหนี้รายนั้นในเวลาเดียวกันก็ตาม
 หนี้รายหนึ่งๆ อาจมีผู้ค้ำประกันของผู้ค้ำประกันอีกชั้นหนึ่งก็ได้ เรียกว่าผู้รับเรือน
   เมื่อเจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกันไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ของลูกหนี้ได้ทั้งหมด ลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดในส่วนที่เหลือนั้น

   หลักทั่วไปเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
โดยลักษณะของสัญญาค้ำประกัน มีหลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้อย่างไร
             หลักทั่วไปเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันคือ ผู้ค้ำประกันมีหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ลูกหนี้ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งมีผลให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตั้งแต่เวลาที่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น ส่วนในเรื่องความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันจะมีมากน้อยเพียงใดนั้นก็ต้องเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาค้ำประกัน ทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยเรานั้น มิได้มีบทบัญญัติจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้แน่นอน โดยปกติหากมิได้มีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นตามหลักของสัญญาค้ำประกันซึ่งผู้ค้ำประกัน เป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้อยู่แล้ว ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดเกินไปกว่าความรับผิดของลูกหนี้ อย่างไรก็ตามผู้ค้ำประกันอาจตกลงจำกัดความรับผิดของตนเองไว้มากน้อยเพียงใดก็ได้ คืออาจจำกัดขอบเขตความรับผิดไว้น้อยกว่าความรับผิดของลูกหนี้ก็ได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำหนดเวลา หรือในเรื่องกำหนดขอบเขตของความเสียหายที่เจ้าหนี้ได้รับก็ได้ หรืออาจตกลงยอมรับผิดเกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้ก็ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 150 อย่างไรก็ตามหากสัญญาค้ำประกันนั้นมีข้อความไม่แจ้งชัดว่า ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเพียงใด เมื่อมีกรณีต้องตีความ ก็ต้องตีความโดยเคร่งครัดเพื่อมิให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบเกิดไปกว่าที่เขามีเจตนาจะรับรองไว้

ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
การค้ำประกันอย่างจำกัดหรือไม่จำกัดความรับผิด ทำให้ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่างกันอย่างไร
การค้ำประกันอย่างจำกัดความรับผิด ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแต่เพียงในขอบเขตที่ตนจำกัดความรับผิดไว้เท่านั้น โดยอาจจะเป็นการจำกัดจำนวนหนี้ที่รับผิด จำกัดเวลาที่รับผิด หรือจำกัดเงื่อนไขในการรับผิดอย่างไรก็ได้ แต่การจำกัดความรับผิดนี้จะต้องตกลงแสดงไว้อย่างแจ้งชัดในสัญญาค้ำประกัน เพราะหากไม่ระบุไว้ชัด อาจต้องรับผิดโดยไม่จำกัดได้ การค้ำประกันโดยไม่จำกัดความรับผิดอาจเป็นเรื่องที่ผู้ค้ำประกันตกลงรับผิดโดยไม่จำกัดเอง หรืออาจเป็นกรณีที่สัญญาค้ำประกันไม่ปรากฏชัดว่ารับผิดจำกัดอย่างไรก็ได้ การค้ำประกันโดยไม่จำกัดความรับผิด ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในหนี้ทุกอย่างที่ลูกหนี้จะต้องใช้คือนอกจากเงินต้นของหนี้แล้ว ยังรวมถึงดอกเบี้ย และค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ด้วย
แต่ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันจำกัดหรือไม่จำกัดความรับผิดก็ตามผลที่สุดผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดเกินความรับผิดของลูกหนี้ทั้งสิ้น เว้นแต่จะมีการตกลงพิเศษยอมรับผิดเกินกว่าที่ลูกหนี้จะต้องรับซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ค้ำประกันยอมตกลงชดใช้เกินไปเอง
และไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันจำกัดหรือไม่จำกัดความรับผิด ผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมความซึ่งลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้ด้วย เว้นแต่เจ้าหนี้จะฟ้องคดีโดยมิได้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อน


บทที่ 9 สัญญายืม


                                                                          บทที่ 9  สัญญายืม

สัญญายืม  คือ  สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง  เรียกว่าผู้ให้ยืมได้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง  เรียกว่า  ผู้ยืม  เพื่อใช้ทรัพย์สินนั้น  และผู้ยืมต้องคืนให้เมื่อใช้สอยเสร็จแล้ว

ลักษณะของสัญญายืม
                                1.  เป็นสัญญาที่บริบูรณ์  เมื่อผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์แก่ผู้ยืม  กล่าวคือ  ตราบใดที่ผู้ให้ยืมยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ยืม  สัญญายืมก็ยังไม่เกิดขึ้น  แม้คู่สัญญาจะได้ทำสัญญาให้ยืมเป็นหนังสือก็ตาม  หากยังไม่ได้ส่งมอบก็บังคับให้ส่งมอบไม่ได้
                                2.  สัญญายืมเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน ในสัญญายืมจะมีคู่สัญญาฝ่ายเดียว  คือ  ผู้ยืม  เท่านั้นที่เป็นลูกหนี้  มีหน้าที่ในการส่งของที่ยืมคืนให้แก่ผู้ให้ยืม  ส่วนผู้ให้ยืมเมื่อส่งมอบของที่ยืมแก่ผู้ยืมทำให้สัญญายืมเกิดบริบูรณ์แล้วก็ไม่มีหน้าที่อะไรอีก      
                สัญญายืมมี  2  ชนิดคือ
                                                1.สัญญายืมใช้คงรูป
                                                2.สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง

1.สัญญายืมให้คงรูป
                สัญญายืมใช้คงรูป”  คือสัญญาที่บุคคลหนึ่ง  เรียกว่า  ผู้ให้ยืมให้บุคคลอีกคนหนึ่ง  เรียกว่า  ผู้ยืม  ใช้สอบทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า  และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้น  เมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว ลักษณะของสัญญาใช้คงรูป  มีดังนี้คือ
   (1)  สัญญาไม่มีค่าตอบแทน
                     (2)  เป็นสัญญาที่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์  หมายความว่า  การที่ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินให้แก้ผู้ยืมไปนั้นเป็นการส่งมอบให้เพื่อผู้ยืมจะได้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นเท่านั้น  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังเป็นของผู้ให้ยืมอยู่  ลักษณะในข้อนี้เป็นเหมือนกับสัญญาเช่าทรัพย์ที่ได้อธิบายมาแล้ว
 (3)  วัตถุแห่งสัญญายืมใช้คงรูปคือทรัพย์สิน

หน้าที่ของผู้ยืม
                1.หน้าที่ในการเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ  และค่าบำรุงรักษาทรัพย์สิน
                2.หน้าที่ในการใช้สอยทรัพย์สินและสงวนรักษาทรัพย์สินที่ยืม
                3.หน้าที่ในการส่งคืนทรัพย์สินที่ยืมเมื่อใช้เสร็จ

ความระงับแห่งสัญญายืมใช้คงรูป
                ความระงับแห่งสัญญายืมใช้คงรูป  อาจมีได้หลายสาเหตุดังนี้คือ
                        1.ในกรณีที่สัญญาได้กำหนดระยะเวลายืมไว้  สัญญายืมใช้คงรูปก็จะระงับเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาตามสัญญานั้น
                        2.ในกรณีที่สัญญาไม่ได้กำหนดระยะเวลายืมไว้  เช่น  ยืมหนังสือไปอ่านโดยไม่ได้ระบุว่าจะคืนเมื่อใด  ดังนี้ตามกฎหมายแล้วผู้ให้ยืมมีสิทธิเรียกคืนเมื่อใดก็ได้
                        3.สัญญายืมใช้คงรูประงับไปเมื่อผู้ยืมตาย  ในข้อนี้แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติของผู้ยืมเป็นสาระสำคัญของสัญญายืมใช้คงรูป
                                        4.สัญญายืมใช้คงรูประงับไปเมื่อผู้ให้ยืมบอกเลิกสัญญาในกรณีที่ผู้ยืมผิดสัญญา
         
        2.ลักษณะของสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง
        สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง  คือ  สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง  เรียกว่า  ผู้ให้ยืม  โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง  เรียกว่า  ผู้ยืม  และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนสินทรัพย์เป็นประเภทชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันให้แทน
ลักษณะสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองมีดังนี้คือ
                1.สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองอาจเป็นสัญญามีค่าตอบแทนก็ได้
                2.เป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์
                3.วัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองคือทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป

หน้าที่ของผู้ยืม
                ต้องมอบทรัพย์สินประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันคืนให้แก่ผู้ให้ยืม

  สัญญายืมเงิน
                สัญญายืมเงิน เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง   โดยกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน ไว้ว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่า ๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้

  การชำระหนี้เงินกู้
                ลูกหนี้ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ภายในระยะเวลาที่สัญญากำหนด มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดนัดการชำระหนี้ จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้

  ดอกเบี้ย
                จะคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปีไม่ได้ กรณีสัญญากำหนดให้คิดอัตราดอกเบี้ยแต่มิได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ กฎหมายให้คิดอัตราดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

 อายุความ
                ใช้อายุความตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ ฟ้องภายใน ๑๐ ปี


วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สรุปการซื้อ - ขาย


การซื้อ-ขาย

                ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนนั้น ต้องทำสัญญากันวันละหลายๆ ครั้ง ในบางครั้งเราเองอาจจะ ไม่รู้สึกว่าเป็นการทำสัญญา เพราะเป็นไปในลักษณะของความเคยชินที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สัญญาที่ทำกันบ่อยมากนั้น ก็ได้แก่ สัญญาซื้อขาย   การซื้อขายทรัพย์สินบางอย่างในปัจจุบันอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาค่างวด หรือมีความสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างมาก กฎหมายจึงกำหนดวิธีการในการซื้อขายทรัพย์สินดังกล่าวไว้เป็นพิเศษว่า สัญญาซื้อขายทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายจะได้คิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะทำการซื้อขายกันให้เสร็จสิ้นไป และเพื่อที่จะได้มีหลักฐานในการซื้อขายกันอย่างชัดเจน ตลอดทั้งการที่จะรู้แน่นอนว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์สิน  สำหรับสัญญาซื้อขายนั้น ก็คือ สัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อ ตกลงว่า จะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
                การโอนกรรมสิทธิ์ หมายถึง การโอนความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน ที่ซื้อขายนั้นไปให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อเมื่อได้เป็นเจ้าของก็สามารถที่จะใช้ ได้รับประโยชน์ หรือจะขายต่อไปอย่างไรก็ได้  สำหรับเรื่องราคาทรัพย์สิน จะชำระเมื่อไรนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อผู้ขายจะต้องตกลงกัน ถ้าตกลงกันให้ชำระราคาทันทีก็เป็นการซื้อขายเงินสด ถ้าตกลงกันชำระราคาในภายหลังในเวลาใดเวลาหนึ่งเพียงครั้งเดียวตามที่ตกลงกัน ก็เป็นการซื้อขายเงินเชื่อ แต่ถ้าตกลงผ่อนชำระให้กันเป็นครั้งคราวก็เป็นการซื้อขายเงินผ่อน สำหรับการซื้อขายเงินผ่อนนั้นเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากความต้องการในทางวัตถุมีมาก แต่รายได้มีน้อย ไม่เพียงพอที่จะซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกได้ทันทีหลาย ๆ อย่าง
                โดยปกติในการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินนั้นทันทีที่ทำสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชิ้นนั้นก็จะโอนไปยังผู้ซื้อทันที แม้ว่าจะยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินชิ้นนั้นให้ผู้ซื้อหรือแม้ผู้ซื้อจะยังไม่ได้ชำระเงินค่าทรัพย์สินนั้น ก็ตาม ผู้ซื้อก็ได้ความเป็นเจ้าของไปแล้ว ยกเว้นแต่ในกรณีของการซื้อเงินผ่อนนั้น ผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะตกลงกันว่าเมื่อผ่อนชำระเงินกันเสร็จแล้ว กรรมสิทธิ์ค่อยโอนไปเช่นนี้ก็ทำได้ แต่เนื่องจากการซื้อเงินผ่อนนี้ ผู้ซื้อมักได้ทรัพย์สินไปใช้ก่อน แล้วค่อย ๆ ผ่อนใช้ราคาทรัพย์สินที่จะต้องจ่ายจึงมักจะรวมดอกเบี้ยไปด้วย ทำให้ผู้ซื้อ ซื้อทรัพย์สินนั้นในราคาที่แพงกว่าท้องตลาดหรือเมื่อซื้อเป็นเงินสด

หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาซื้อขาย
                (๑) ต้องมีบุคคล คือ ตัวผู้ซื้อและตัวผู้ขาย ซึ่งทั้งสองคนนั้นจะต้องมีความคิด สติปัญญาพอสมควรที่จะตัดสินใจทำสัญญากันได้เอง ซึ่งก็คือ ต้องเป็นคนบรรลุนิติภาวะ โดยปกติก็คือมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์
                (๒) ผู้ซื้อต้องมีความต้องการที่จะซื้อและผู้ขายต้องมีความต้องการที่จะขายทรัพย์สินสิ่งนั้นจริง ๆ โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงความต้องการของตนให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ด้วย
                (๓) ผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีเป้าหมายในการทำสัญญาซื้อขาย ซึ่งก็คือ ผู้ซื้อมีเป้าหมายที่จะได้กรรมสิทธิ์หรือความเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น ส่วนผู้ขายก็มีเป้าหมายที่จะได้เงินหรือราคาของทรัพย์สินนั้น และเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายนี้จะต้องไม่มีกฎหมายห้าม ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
                (๔) ผู้ขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อ เราต้องเข้าใจด้วยว่าการโอนกรรมสิทธิ์นี้ ตัวกรรมสิทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนแต่เป็นสิ่งที่กฎหมายสมมติขึ้น การโอนกรรมสิทธิ์จึงอาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าผู้ซื้อจะยังไม่ได้รับมอบทรัพย์ไปไว้ใช้สอยหรือไปไว้ในความครองครองก็ตาม
                (๕) ผู้ซื้อต้องตกลงว่าจะชำระราคาทรัพย์สินนั้นให้กับผู้ขาย ในกรณีนี้เพียงแต่ตกลงว่าจะชำระก็พอแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องมีการชำระกันจริง ๆ ก็ได้


วิธีการในการทำสัญญาซื้อขาย
                (๑) วิธีการในการทำสัญญาซื้อขายโดยปกติ คือการที่ผู้ซื้อและผู้ขายต่างได้แสดงความจำนงว่าต้องการซื้อขายทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งการแสดงความจำนงนั้นอาจจะทำโดยปากเปล่าก็ได้ หรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ หรือโดยวิธีการอย่างอื่นก็ได้ และสำหรับตัวทรัพย์สินที่จะซื้อขายกัน
                (๒) วิธีการเฉพาะที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ผู้ซื้อผู้ขายต้องทำ และถ้าไม่ทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว สัญญาซื้อขายนั้นแม้จะได้ตกลงว่าจะซื้อจะขายก็ไม่อาจบังคับกันได้ เพราะกฎหมายถือว่าเสียเปล่าหรือเป็นโมฆะ คือ ใช้ไม่ได้นั่นเอง



  
สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ได้แก่
                ๑) ที่ดิน
                ๒) ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินในลักษณะตรึงตราแน่นหนาถาวร เช่น บ้านเรือน ตึกแถว อาคาร สิ่งปลูกสร้างซึ่งตรึงตรากับที่ดินอย่างถาวร ไม้ยืนต้น เป็นต้น
                ๓) ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน เช่น แม้น้ำ ลำคลอง แร่ธาตุ กรวด ทราย เป็นต้น
                ๔) สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน และสิทธิจำนอง เป็นต้น

สาระสำคัญของสัญญาซื้อขาย
                (ก) ต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายปัญหาว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโอนไปเมื่อไรหลัก กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นจะโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่เมื่อได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน

                ข้อยกเว้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่โอนไป ในกรณีดังต่อไปนี้
                                ๑) สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา ซึ่งกรรมสิทธิ์จะโอนก็ต่อเมื่อเกิดเงื่อนไขหรือถึงกำหนดเงื่อนเวลาสำหรับสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขนั้น หมายถึง การที่ผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันเอาเหตุการณ์ในอนาคตที่ ไม่แน่นอนบางอย่างมากำหนดไว้ว่า ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิด กรรมสิทธิ์ก็โอน เพราะฉะนั้นกรรมสิทธิ์จึงยังไม่โอน จนกว่าเหตุการณ์นั้นเกิด
                                ส่วนสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนเวลานั้น หมายถึง การที่ผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ ซื้อขายนั้นโอนไปเมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งได้กำหนดไว้
                                ๒) สัญญาซื้อขายทรัพย์ที่ยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง หมายถึง สัญญาซื้อขายทรัพย์สินที่ยังไม่ได้กำหนดประเภทหรือจำนวนไว้แน่นอนว่าอันไหน สิ่งไหน ตัวไหน ในกรณีเช่นนี้กรรมสิทธิ์จะโอนก็ต่อเมื่อได้ทำให้เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว โดยการนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือกทรัพย์ เพื่อให้เกิดความแน่นอนว่าชิ้นไหน อันไหน ตัวไหน หรือจำนวนไหน
                                ๓) สัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งที่ยังต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อให้รู้ราคาแน่นอน ในกรณีนี้กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้มีการกระทำ เพื่อให้รู้ราคานั้นก่อน
                                ๔) การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษกรรมสิทธิ์จะโอนก็ต่อเมื่อมีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว

                (ข) ต้องมีการตกลงว่าจะชำระราคา เพียงแต่ตกลงกันว่าจะชำระราคาก็เป็นการเพียงพอแล้ว ยังไม่ต้องชำระราคากันทันที จะตกลงชำระกันในภายหลัง หลังจากที่สัญญาเกิดขึ้นแล้วก็ได้
                (ค) บุคคลที่มีสิทธิทำสัญญา ดังได้กล่าวมาในตอนแรกแล้วว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องเป็นคนบรรลุ นิติภาวะ คืออายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ถ้าทั้งชายและหญิงต่างมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์แล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เราพบกันอยู่ในชีวิตประจำวัน จะเห็นว่าผู้เยาว์หรือคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่างก็ไปทำสัญญาซื้อขายต่าง ๆ มากมาย

หน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย
                เมื่อสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อมีการแสดงเจตนาที่ประสงค์ต้องตรงกันระหว่างผู้ซื้อกับ ผู้ขาย (ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว) ในทรัพย์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อที่ผู้ซื้อจะได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์และเพื่อที่ผู้ขายจะได้รับราคาของทรัพย์นั้น ดังนี้ เราเรียกว่า สัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว และผู้ขายก็มี หนี้หรือ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายต่อไป ถ้าผู้ขายบิดพลิ้ว ไม่ยอมปฏิบัติตามนั้นย่อมก่อให้เกิด ความรับผิดตามมา

 สิทธิของผู้ซื้อ
                เมื่อกล่าวถึง หนี้หรือ หน้าที่ของผู้ขายแล้ว ย่อมต้องมีสิทธิของผู้ซื้ออยู่ด้วยซึ่งได้แก่
                                (๑) สิทธิที่จะได้ตรวจตราดูทรัพย์สินที่ผู้ขายส่งมอบ
                                (๒) สิทธิที่จะไม่รับมอบทรัพย์สินจากผู้ขาย เมื่อผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินนั้นน้อยเกินไป (ขาดตก บกพร่อง) กว่าที่ได้ตกลงกัน หรือมากเกินไป (ล้ำจำนวน) กว่าที่ได้ตกลงกัน
                                (๓) สิทธิที่จะเรียกให้ผู้ขายปฏิบัติการชำระหนี้หรือปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตรงตามที่ได้ตกลงกันไว้
                                (๔) สิทธิที่จะยึดหน่วงราคา ในกรณีดังต่อไปนี้
                                                (ก) ผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินที่ซื้อ ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะไม่ชำระราคา จนกว่าผู้ขายจะหาประกันอันสมควรให้
                                                (ข) ผู้ซื้อถูกผู้รับจำนองหรือคนที่จะเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ขายนั้นขู่ว่าจะฟ้องเป็นคดีหรือมีสาเหตุที่เชื่อได้ว่าจะถูกขู่ ผู้ซื้อจะชำระราคาให้ต่อเมื่อผู้ขายหาประกันให้ หรือต่อเมื่อผู้ขายได้แก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
                                                (ค) เมื่อผู้ขายผิดนัดไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้ ผู้ซื้อก็จะยังไม่ชำระราคาจนกว่าผู้ขายจะ จัดการส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้
                                        (๕) สิทธิในการได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเมื่อผู้ขายปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง เช่น ส่งมอบทรัพย์ที่ชำรุดบกพร่อง หรือทรัพย์ที่บุคคลอื่นมีสิทธิเหนือทรัพย์นั้นดีกว่าผู้ซื้อ (ถูกรอนสิทธิ)
                                   (๖) สิทธิในการเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้อีก ตามหลักทั่วไป

 หน้าที่และความรับผิดของผู้ซื้อ
                ผู้ซื้อมี หนี้หรือ หน้าที่ที่เกิดจากสัญญาซื้อขายเช่นเดียวกับผู้ขาย ซึ่งถ้าผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตาม หนี้หรือ หน้าที่ดังกล่าวแล้วย่อมก่อให้เกิด ความรับผิดตามมาในทำนองเดียวกัน

สำหรับหน้าที่หลักของผู้ซื้อ ได้แก่
                (๑) หน้าที่ในการรับมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามเวลา ตามสถานที่และด้วยวิธีการตามที่ตกลงกันในสัญญา ซื้อขาย เว้นแต่ผู้ซื้อจะมีสิทธิบอกปัดในกรณีที่เป็นสังหาริมทรัพย์เมื่อผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินให้มากเกินไป หรือน้อยเกินไปกว่าที่ได้ตกลงกัน หรือผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ตกลงกันปะปนกับทรัพย์สินอย่างอื่น หรือในกรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ผู้ขายส่งมอบอสังหาริมทรัพย์นั้นมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจากที่ได้ตกลงกันไว้
                (๒) หน้าที่ในการชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือตามทางการที่คู่สัญญา เคยประพฤติปฏิบัติต่อกัน แต่ถ้าไม่ได้กำหนดราคาไว้เป็นที่แน่นอน ผู้ซื้อก็ต้องชำระราคาตามสมควร และการชำระราคาก็ต้องชำระภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญาด้วย แต่ถ้าหากไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ให้ชำระราคาในเวลาเดียวกับเวลาที่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น
                (๓) หน้าที่ในการชำระค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย หากตกลงกันไว้ในสัญญาว่าให้ผู้ซื้อชำระคนเดียวทั้งหมด แต่ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ ผู้ซื้อก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมครึ่งหนึ่ง

สิทธิของผู้ขาย
                เมื่อกล่าวถึง หนี้หรือ หน้าที่ของผู้ซื้อแล้ว ย่อมต้องมีสิทธิของผู้ขายเคียงคู่มาด้วย ซึ่งได้แก่
                                      (๑) สิทธิที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับการชำระราคาจากผู้ซื้อ ซึ่งการยึดหน่วงจะมีได้ก็ต่อเมื่อ ทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นยังอยู่ในความครอบครองของผู้ขายเท่านั้น
                                (๒) สิทธิที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้ ในกรณีที่ผู้ซื้อกลายเป็นคนล้มละลายภายหลังการซื้อขาย แต่ก่อนการส่งมอบทรัพย์สิน หรือในกรณีที่ผู้ซื้อล้มละลายอยู่แล้วในเวลาที่ทำการซื้อขายโดยที่ผู้ขายไม่รู้ถึงการล้มละลายนั้น หรือผู้ซื้อทำให้หลักทรัพย์ที่ให้ไว้เป็นประกัน การชำระราคานั้นเสื่อมเสีย หรือลดน้อยถอยลง
                                (๓) สิทธิที่จะเรียกให้ผู้ซื้อชำระหนี้ ซึ่งถ้าผู้ซื้อไม่ชำระ ผู้ขายอาจนำทรัพย์สินที่ยึดหน่วงไว้ออกขายทอดตลาด ก็ได้
                                (๔) สิทธิในการริบมัดจำ (ถ้าได้มีการให้มัดจำกันไว้) และเรียกค่าเสียหาย
                                (๕) สิทธิในการเลิกสัญญา และเรียกค่าเสียหายได้อีก

อายุความในการฟ้องร้อง
                เมื่อผู้ขายปฏิบัติการชำระหนี้ หรือปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายไม่ถูกต้อง ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะฟ้องร้องต่อศาลภายในอายุความตามกรณี ดังต่อไปนี้
                                (๑) ในกรณีที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไปกว่าที่ตกลงกันในสัญญา ผู้ซื้อจะต้องฟ้องร้องภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ส่งมอบทรัพย์สิน
                                (๒) ในกรณีที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินที่ชำรุดบกพร่อง ผู้ซื้อจะต้องฟ้องร้องภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่พบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้น
                                (๓) ในกรณีที่มีการรอนสิทธิ ผู้ซื้อต้องฟ้องร้องภายใน ๓ เดือน นับแต่คำพิพากษาเดิมถึงที่สุด หรือนับตั้งแต่วันที่มีข้อตกลงยอมความกันหรือวันที่ยอมตามบุคคลภายนอก



แหล่งที่มา : http://www.thailaws.com/aboutthailaw/knowing_law_005.htm