วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 4 กฎหมายว่าด้วยสัญญา


บทที่ 4 กฎหมายว่าด้วยสัญญา
ความหมายของสัญญา
     ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติกำหนดนิยามของสัญญาว่าหมายถึงอะไร แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้พิจารณาจากตำราทั่วไป และความหมายของนิติกรรมแล้วพอสรุปได้ว่า สัญญา หมายถึง นิติกรรมสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายที่เกิดจากการแสดงเจตนาเสนอ สนองต้องตรงกันของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปที่มุ่งจะก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงหรือระงับนิติสัมพันธ์1 
 
 ความสัมพันธ์แห่งนิติกรรมและสัญญา
     นิติกรรม หมายถึง การกระทำของบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ในนิติกรรมนั้นสามารถแบ่งเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวและนิติกรรมหลายฝ่าย สัญญาก็ถือเป็นนิติกรรมเช่นเดียวกัน แต่เป็นนิติกรรมสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย
ในการศึกษากฎหมายต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และหลักกฎหมายนิติกรรมประกอบ นอกจากกรณีที่กฎหมายได้บัญญัติเรื่องสัญญาไว้เฉพาะ สัญญาจะเป็นนิติกรรมเสมอ แต่นิติกรรมบางประเภทอาจไม่ใช่สัญญาก็ได้
หลักที่ควรคำนึงในการก่อให้เกิดสัญญา 
     
. หลักเสรีภาพในการทำสัญญา อันเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการทำสัญญาที่ใช้กันมานานและเป็นที่เข้าใจมาตลอดว่าผู้ที่เข้าทำสัญญาจะตกลงทำสัญญาอย่างไร กับใครเพียงใดก็ได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของมาตรา ๑๕๑ ด้วย
     
หลักสุจริต
เป็นหลักการพื้นฐานที่กฎหมายได้บัญญัติในมาตรา ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การใช้สิทธิและการชำระหนี้ต้องกระทำโดยสุจริต
     
. หลักความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นหลักการพื้นฐานของการแสดงเจตนา ทำสัญญาที่ผู้แสดงเจตนาจะต้องคำนึงถึงด้วยเพราะหลักนี้กฎหมายให้ความคุ้มครอง
     
หลักความยุติธรรม
เป็นหลักที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องคำนึง เพราะว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่คำนึงแล้ว โดยเฉพาะคู่สัญญาฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางสังคม อาจกำหนดด้วยสัญญาที่ให้ตนได้เปรียบแล้วก็ย่อมทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเสียเปรียบ กรณีเช่นนั้นนอกจากที่จะต้องมีเสรีภาพในการทำสัญญา เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเข้าทำสัญญาโดยฝืนใจหรือจำยอมแล้วนั้น หมายความว่า เสรีภาพของเขาก็ไม่มีเพราะฉะนั้นในการทำสัญญาทุกครั้ง คู่สัญญาต้องคำนึงถึงหลักความยุติธรรมด้วย
     
. หลักความรับผิดก่อนสัญญา เป็นหลักที่คู่สัญญาควรคำนึงถึงในช่วงของการก่อให้เกิดสัญญา คู่สัญญาควรระลึกในขั้นนี้ว่าหากจงใจหรือประมาททำให้คู่กรณีได้รับความเสียหายแล้ว ก็ต้องมีความรับผิดในการเยียวยาความเสียหายต่อประโยชน์ที่อีกฝ่ายไม่ควรเสียเวลา เสียโอกาสหรือเสียค่าใช้จ่ายเข้ามาทำสัญญาที่ผลสุดท้ายแล้ว สัญญาไม่เกิดหรือเกิดแต่ไม่สมบูรณ์

องค์ประกอบของสัญญา
     ในเรื่องสัญญามีองค์ประกอบที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดเป็นสัญญาได้ ในเรื่ององค์ประกอบนั้นสามารถแยกองค์ประกอบได้เป็น ๒ ส่วน คือ องค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา ซึ่งประกอบด้วยบุคคล วัตถุประสงค์ เจตนา และแบบ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกันกับองค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรม องค์ประกอบส่วนที่สอง คือ องค์ประกอบเสริมของสัญญา ซึ่งได้แก่ เงื่อนไข เงื่อนเวลา มัดจำ เบี้ยปรับ ซึ่งขออธิบายในแต่ละส่วนดังนี้

องค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา คือ
     
.๑ บุคคล หรือเรียกว่า คู่สัญญา ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาและสร้างนิติสัมพันธ์ให้ผลของสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นตกแก่ตน ซึ่งโดยหลักแล้วบุคคลใดเป็นผู้ทำสัญญา บุคคลนั้นก็จะเป็นเจ้าของความสัมพันธ์ทางสัญญาแต่ในบางกรณี ผู้ลงมือทำสัญญาอาจมิใช่ผู้ที่รับผลสัญญากันได้ เช่น ในกรณีตัวแทนที่กระทำแทนตัวการ กรณีเช่นนี้ตัวแทนเป็นผู้ลงมือทำสัญญาแต่ทำในนามตัวการและเพื่อประโยชน์ของตัวการ
     .๒ วัตถุประสงค์ คือ เป้าหมายหรือประโยชน์สุดท้ายที่จะได้จากสัญญา วัตถุประสงค์ของสัญญาจะต้องเป็นเป้าหมายที่คู่สัญญามีร่วมกัน ไม่ใช่เป้าหมายของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ในการทำสัญญาทุกครั้งและสัญญาทุกชนิดจะต้องมีวัตถุประสงค์เสมอ ตัวอย่างวัตถุประสงค์ เช่น สัญญาซื้อขาย วัตถุประสงค์ก็คือ กรรมสิทธิ์กับราคา เป็นต้น
     .๓ เจตนา เจตนาในการทำสัญญาต้องเป็นเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา และวิธีการในการแสดงเจตนาก็ต้องเป็นเช่นเดียวกับเจตนาในการทำนิติกรรม มิใช่เป็นเจตนาที่วิปริต เช่น เพราะความสำคัญผิด เพราะถูกฉ้อฉล หรือเพราะการข่มขู่ เป็นต้น การแสดงเจตนาอาจแสดงด้วยวาจา หรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ และเจตนาที่แสดงออกมาต้องเป็น นั้นสัญญาก็จะเป็นโมฆะ  องค์ประกอบเสริมของสัญญา
องค์ประกอบเสริมของสัญญาเป็นองค์ประกอบที่คู่สัญญาได้กำหนดเพิ่มเติมในการทำสัญญาซึ่ง ถ้าสัญญาขาดองค์ประกอบเสริมดังกล่าวก็จะไม่ทำให้สัญญานั้นเสีย เพราะเป็นองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นสำหรับความมีอยู่ของสัญญา องค์ประกอบเสริมของสัญญาที่คู่สัญญาสามารถกำหนดได้ เช่น เงื่อนไข เงื่อนเวลา ซึ่งเป็นกรณีเดียวกันกับเงื่อนไข เงื่อนเวลา ในเรื่องนิติกรรม นอกจากนี้ยังมี มัดจำ เบี้ยปรับ ที่สามารถกำหนดเข้ามาเป็นองค์ประกอบเสริมได้ ซึ่งจะกล่าวอธิบายรายละเอียดในตอนท้ายของบทนี้
 
ประเภทของสัญญา
            การแบ่งประเภทของสัญญาจัดแบ่งประเภทเป็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ การจัดแบ่งประเภทสัญญาตามแบบดั้งเดิม และการจัดแบ่งประเภทสัญญาใหม่ในปัจจุบัน 
      ๑.
 การจัดแบ่งประเภทของสัญญาตามแบบดั้งเดิม
การจัดแบ่งประเภทของสัญญาตามแบบดั้งเดิมสามารถแยกออกเป็น ๔ กรณี คือ
      
. สัญญาต่างตอบแทนกับสัญญาไม่ต่างตอบแทน (Signallagmatic or bilateral and unitateral contract)
สัญญาต่างตอบแทนเป็นสัญญาที่คู่สัญญาเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในขณะเดียวกัน
สัญญาไม่ต่างตอบแทนเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกหนี้เท่านั้น
     
. สัญญามีค่าตอบแทนกับสัญญาไม่มีค่าตอบแทน (onerous and gratuitous contracts)
สัญญามีค่าตอบแทน คือ สัญญาที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องเสียค่าตอบแทนเพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้รับในลักษณะเดียวกัน เช่น ราคาแลกกับสินค้าในสัญญาซื้อขาย1
สัญญาไม่มีค่าตอบแทน คือ สัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวที่ได้รับประโยชน์ในทรัพย์นั้นโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย เช่น สัญญายืม สัญญาให้โดยเสน่หา เป็นต้น
     
สัญญาที่กำหนดการชำระหนี้แน่นอนกับสัญญาที่กำหนดการชำระหนี้ยังไม่แน่นอน (commutative and aleatory contract)
สัญญาที่กำหนดการชำระหนี้แน่นอน ตัวอย่างเช่น สัญญาซื้อขายในราคาที่กำหนดไว้
สัญญาที่กำหนดการชำระหนี้ไม่แน่นอน เช่น สัญญาประกันภัย
     
. แบ่งตามชื่อของสินค้า คือ สัญญาที่มีชื่อกับสัญญาที่ไม่มีชื่อ (nominate and innominate contract)
 
สัญญามีชื่อ หรือเอกเทศสัญญา คือ สัญญาที่กฎหมายได้กำหนดกฎเกณฑ์ในสัญญาไว้โดยเฉพาะแล้ว คือ สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาฝากทรัพย์ เป็นต้น
 
สัญญาที่ไม่มีชื่อ คือ สัญญาที่กฎหมายไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ในสัญญาไว้โดยเฉพาะ เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นเองตามหลักอิสระ หรือเสรีภาพในการทำสัญญา ซึ่งสัญญาประเภทนี้จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกรอบทั่วไปของสัญญา
คำพิพากษาของฎีกาที่ ๓๔๒๑ / ๒๕๔๕
โจทก์เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ บหลังจากที่ บตาย โจทก์ก็ได้ครอบครองที่พิพาทมาตลอดอย่างเป็นเจ้าของ แต่ไม่สามารถถือสิทธิทางทะเบียนให้ถูกต้องได้ จึงได้ดำเนินการให้จำเลยซึ่งเป็นพี่สาวเข้ามาเป็นผู้รับมรดก แล้วโอนให้โจทก์ภายหลัง การที่จำเลยทำสัญญาจะให้ที่ดินโจทก์ก่อนไปจดทะเบียนโอนมรดกนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ใช่สัญญาจะให้ที่ดิน แต่เป็นสัญญาที่ไม่มีชื่ออย่างหนึ่งที่ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๕๒๖ จำเลยต้องโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญา



บทที่ 3 กฎหมายว่าด้วยนิติกรรม

บทที่ 3 กฎหมายว่าด้วยนิติกรรม

กฎหมายลักษณะนิติกรรม

            นิติกรรม เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถือเป็นหัวใจของกฎหมายแพ่งและเป็นพื้นฐานของกฎหมายแพ่ง

            นิติกรรม หมายถึง การใดๆอันกระทำลงชอบโดยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือ ระงับซึ่งสิทธิ  เช่น การทำพินัยกรรม การรับบุตรบุญธรรม การปลดหนี้ เป็นต้น
นิติกรรม กับ นิติเหตุ
            ทั้งนิติกรรมและนิติเหตุต่างก็เป็นมูลเหตุแห่งความสัมพันธ์ทางกฎหมายทั้งสิ้น แต่จะมีข้อแตกต่างคือ
            นิติกรรม เกิดจากความสมัครใจของบุคคลที่จะผูกพันตามกฎหมาย เช่นการทำสัญญา การสมรส
            นิติเหตุ เป็นสิ่งที่บุคคลมิได้สมัครใจที่จะผูกพันกับบุคคลอื่นแต่เพราะมีเหตุการณ์หรือการกระทำบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งกฎหมายกำหนดให้บุคคลเหล่านั้นมีความผูกพันกัน แม้ใจจริงเขาจะอยากมีความผูกพันหรือไม่ก็ตาม

นิติกรรมมีอยู่  2 ชนิดคือ
            1. นิติกรรมฝ่ายเดียว คือ นิติกรรมที่ผู้กระทำสามารถทำได้โดนฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องอาศัยบุคคลอื่นให้มีปฏิกิริยากลับมา เช่น การทำคำเสนอ การให้คำมั่น การบอกล้างโมฆียกรรม การบอกเลิกสัญญา เป็นต้น
            2. นิติกรรม 2 ฝ่าย คือ นิติกรรมที่ต้องอาศัยการมีปฎิกิริยาระหว่างบุคคลผู้ทำนิติกรรมและผู้รับการกระทำ นิติกรรมจึงจะมีผล นิติกรรม  2 ฝ่ายเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสัญญา


ความสมบูรณ์ของนิติกรรม
            1. นิติกรรมที่สมบูรณ์ คือ นิติกรรมที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
            2.  นิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
                        2.1 โมฆะกรรม หรือ นิติกรรมที่เป็นโมฆะ คือ นิติกรรมเสียเปล่า ใช้ไม่ได้มาตั้งแต่ต้น ผู้กระทำย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายอย่างใดทั้งสิ้น
                        2.2 โมฆียกรรม หรือ นิติกรรมที่เป็นโมฆียกรรม คือนิติกรรมที่มีข้อบกพร่องซึ่งอาจมีการบอกล้างหรือมีการให้สัตยาบันในภายหลัง

                                    >>> ถ้ามีการบอกล้าง  = นิติกรรมจะกลายเป็นโมฆะแต่ต้น 
                                    >>>ถ้ามีการให้สัตยาบัน = นิติกรรมก็จะกลายเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์

ในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการบอกล้างหรือให้สัตยาบันนิติกรรมที่เป็นโมฆียะนิติกรรมนั้นก็ยังคงสามารถบังคับตามกฎหมายได้

เหตุที่ทำให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์
            ก)เหตุที่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ ที่สำคัญมีอยู่ 7 ประการ ได้แก่
                        1.  นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เช่น สัญญาซื้อขายยาบ้า สัญญารับจ้างฆ่าคน
                        2.  นิติกรรมที่เป็นการพ้นวิสัย เช่น จ้างแท็กซี่ให้ไปส่งที่ดวงจันทร์
                        3.  นิติกรรมที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น การทำสัญญาตกลงอยู่กินกันฉันสามีภริยาสามคน 
                        4.นิติกรรมที่ไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด   แบบของนิติกรรม คือการที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า  หากจะทำนิติกรรมประเภทนี้  จะต้องมีวิธีการทำให้เหมือนกับที่กฎหมายกำหนดไว้ ;  วิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ทำตาม  ก็คือแบบนั่นเอง
แบบของนิติกรรมมีหลายแบบ  แล้วแต่ว่านิติกรรมชนิดนั้นจะกำหนดไว้เช่นไร เช่น
                                    -การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์บางชนิด กฏหมายกำหนด     แบบไว้คือ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่
                                    -การจำนอง แบบคือ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่
                                    -การเช่าซื้อ แบบคือ ต้องทำเป็นหนังสือ
                                    -การจัดตั้งบริษัท แบบคือ ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่
                                    -การสมรส แบบคือ ต้องจดทะเบียนสมรส
                        5. การแสดงเจตนาลวง คือการสมรู้ ร่วมคิดกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง  โดยทำนิติกรรมเพื่อแสดงออกต่อบุคคลภายนอกแต่ในใจจริงมิได้มุ่งประสงค์ตามนั้น
                        6.นิติกรรมอำพราง คือ การที่บุคคลทำนิติกรรมขึ้นมาอย่าง โดยอย่างหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำกันจริงๆ (แสดงเจตนาลวง) แต่เป็นนิติกรรมที่แสดงออกให้บุคคลภายนอกเห็นและมีนิติกรรมอีกอันหนึ่งที่แอบทำกันลับๆ ซึ่งประสงค์จะผูกพันกันจริง นิติกรรมที่ทำขึ้นมาบังหน้า เรียกว่านิติกรรมอำพราง ตกเป็นโมฆะนิติกรรมที่แอบซ่อนเอาไว้ เรียกว่า นิติกรรมที่ถูกอำพราง มีผลสมบูรณ์
                        7.การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญ ได้
                                    -สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม
                                    -สำคัญผิดในตัวบุคคลที่เป็นคู่กรณี
                                    -สำคัญผิดในทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม
            ข)เหตุที่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ ที่สำคัญมีอยู่  4 ประการ ได้แก่
                        1.  นิติกรรมที่ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ กระทำลงโดยปราศจากความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี
                        2.การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน 
                        3.การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล คือ การแสดงเจตนาเพราะถูกหลอก
                        4. การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่

 ระยะเวลาในการบอกล้างหรือให้สัตยาบัน
            การบอกล้างหรือให้สัตยาบันนั้นมิใช่ว่าจะสามารถทำเมื่อไรก็ได้ กฎหมายจะกำหนดระยะเวลาเอาไว้ ถ้าเลยจากที่กฎหมายกำหนด ก็จะไม่สามารถทำได้ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้คือ “ ไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่รู้เหตุแห่งความเป็นโมฆียะนั้น แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่วันทำนิติกรรม  

บทที่ 2 บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด


 บทที่  2 บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด


       บริษัทจำกัด (Company Limited)   หมายถึง  บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่ากับผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ
         บริษัทมหาชนจำกัด  หมายถึง  บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยความประสงค์ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน  โดยผู้ถือหุ้นมีความรับผิดจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ต้องชำระการจัดตั้งบริษัทจำกัดจะต้องมีบุคคลตั้งแต่ 7 คนขึ้นไปเรียกว่า ผู้เริ่มก่อการ” (Promoters)
         หนังสือบริคณห์สนธิ คือ  หนังสือที่แสดงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1098
         การประชุมตั้งบริษัท  จะดำเนินการเมื่อผู้เริ่มก่อการนำหนังสือบริคณห์สนธิไปจดทะเบียนแล้วได้จัดให้มีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นจนครบจำนวนแล้ว  ผู้เริ่มก่อการจะต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นโดยต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ในการประชุมตั้งบริษัท
         การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด  จะต้องมีบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป  เรียกว่า ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัท”  ร่วมกันจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ
         ทุนของบริษัทจำกัด  หมายถึง  ทุนที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ซึ่งระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ  ซึ่งจะต้องกำหนดไว้เป็นจำนวนที่เหมาะสม  เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในการดำเนินงานของกิจการ
         หุ้นทุนจะทะเบียน
                หุ้นทุนจดทะเบียนมี 2 ประเภท
                    1. หุ้นสามัญ
                    2. หุ้นบุริมสิทธิ  

แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/rtech370072/iunit-1

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 1 การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท

 บทที่ 1 การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท      

                       ลักษณะของห้างหุ้นส่วน  มาตรา  1012  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า  "อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคล  ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงเข้ากัน  เพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น"  ดังนั้นตามกฎหมายห้างหุ้นส่วนจะต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้        
                1.  บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะนำทุนมาเข้าหุ้นกันมากน้อยเท่าใดก็ได้
                2.  ตกลงเข้ากัน  คือ บุคคลที่จะเข้าร่วมประกอบกิจการได้ทำสัญญาตกลงกันว่าจะประกอบการค้าร่วมกัน  การตกลงกันนั้น  จะต้องมีการแสดง เจตนาโดยแจ้งชัด  อาจจะทำเป็นสัญญาปากเปล่า หรือ ลายลักษณ์อักษร ก็ได้ว่าจะเข้าเป็น "ห้างหุ้นส่วน"  ทุนที่จะนำมาลง  ได้แก่ เงินสด  ทรัพย์สินอย่างอื่น  หรือ  แรงงาน คือ ใช้กำลัง สติปัญญา  ความคิดแรงกายแทน
                3.  เพื่อการทำกิจกรรมร่วมกัน  คือคู่สัญญา  จะต้องมาร่วมแรงรวมใจและร่วมทุกข์กันเพื่อทำการตามที่ได้ตกลงไว้
                4.  เพื่อประสงค์กำไร   คือ  เป็นการตกลงใจทำงาน  โดยมีจุดหมายปลายทางเพื่อผลกำไร  อันได้เกิดจากกิจการที่ทำนั้น  และผลกำไรจะได้นำมาแบ่งกัน ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน   แต่ถ้ากิจการไม่หวังผลกำไร  กิจการนั้นไม่ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วน
ประเภทห้างหุ้นส่วน
                1.  ห้างหุ้นส่วนสามัญ    มีหุ้นส่วน  สองคนขึ้นไป   ผู้เป็นหุ้นส่วนจะอยู่ฐานะผู้จัดการ  และทุกคนรับผิดชอบในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน  ตามกฎหมายเรียกว่า  ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญ   และเรียกผู้ที่รับผิดชอบการบริหารงานของห้างว่า  "หุ้นส่วนผู้จัดการ" 

ข้อดีของห้างหุ้นส่วนสามัญ
                   1.  การจัดตั้งกระทำได้ง่าย
                  2.  มีการร่วมทุนและความรู้ความสามารถจากผู้เป็นหุ้นส่วน
                  3.  สามารถขยายกิจการด้วยการเพิ่มทุนหรือรับหุ้นส่วนเพิ่มได้

ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนสามัญ
                  1.  เมื่อห้างมีการขาดทุนและเลิกกิจการ  ผู้เป็นหุ้นส่วนที่มีฐานะการเงินดีจะถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ของห้างทั้งหมดได้
                   2.  ความคล่องตัวและความเป็นอิสระ ในการบริหารงานลดลง
                   3.  การเสียภาษี เป็นการเสียแบบบุคคลธรรมดา
                   4.  ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ร่วมกันโดยเจ้าหนี้ อาจจะเรียกให้หุ้นส่วนคนใดชำระหนี้ให้จนครบจำนวนย่อมได้  

 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  
                การประกอบการแบบห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  มีลักษณะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญทุกประการ  แต่มีข้อแตกต่างกัน   คือการนำห้างหุ้นส่วนสามัญไปจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีผลให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเป็นนิติบุคคล  แยกต่างหากจากห้างหุ้นส่วน     
ข้อดีของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
                   1.  การเสียภาษีแบบนิติบุคคล
                   2.   ได้รับความเชื่อถือจากบุคคลภายนอกมากขึ้น เนื่องจากมีผู้สอบบัญชี
                   3.  มีการร่วมลงทุนและความรู้ของหุ้นส่วน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด
            ห้างหุ้นส่วนจำกัด  คือ องค์กรธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่  2  คนขึ้นไปมาร่วมกันลงทุนประกอบกิจการแสวงหากำไรแบ่งปันกัน  โดยมีผู้ลงหุ้น  2  จำพวกคือ  จำพวกความรับผิดไม่จำกัดและพวกความรับผิดจำกัด

ลักษณะสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด  
            ห้างหุ้นส่วนจำกัด  มีลักษณะทั่วไปเหมือนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  และมีลักษณะ  2  ประการ  ดังนี้
                1.  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  มีหุ้นส่วน  2  จำพวก  คือ
                                 (1)  หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  หมายถึง  หุ้นส่วนซึ่งจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับลงหุ้น  เช่นรับจะลงหุ้น  1  แสนบาท  ก็รับผิดเพียง  1  แสนบาท  เป็นต้น
                                 (2)  หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  หมายถึง  หุ้นส่วนที่ต้องรับผิดในห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน
                2.  ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

 ผลของการไม่จดทะเบียน
                เมื่อมีการตกลงจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น  หากยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  กฎหมายให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ  ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างฯ  โดยไม่จำกัดจำนวนจนกว่าจะได้จดทะเบียนไว้เท่าใด
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด  
                การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด  ต้องไปจดทะเบียนหุ้นส่วน  ณ  กรมทะเบียนการค้าในท้องที่ซึ่งสำนักงานใหญ่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นตั้งอยู่  การจดทะเบียนต้องมีรายการต่อไปนี้
                (1)  ซื่อห้างหุ้นส่วน
                (2)  ข้อแถลงความว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  และวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนนั้น
                (3)  ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
                นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่
                   1. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
                   2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด
                   3. บริษัทจำกัด

                ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำพวกเดียว โดยผู้คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีหุ้นส่วนเป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน
                ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีหุ้นส่วน 2 จำพวก ดังนี้
                             1. หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งรับผิดจำกัดเพียงจำนวนงินที่ตนรับว่าจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น
                             2. หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ได้แก่ หุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนซึ่งรับผิดในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน

                       บริษัทจำกัด คือ บริษัทประเภทซึ่งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัด เพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ
                        การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด พร้อมทั้งปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วย การจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. 2538

การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
                        เมื่อบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปประสงค์จะประกอบกิจการในรูปของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้เป็นห้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจะต้องตกลงแต่งตั้งผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เพื่อทำหน้าที่ดำเนินการขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนริษัทที่ห้างหุ้นส่วนนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่

สาระสำคัญที่ต้องจดทะเบียน
                        ในการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด รายการจดทะเบียนต่าง ๆ ที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนจะมีสารสำคัญเหมือนกัน ดังนี้
                          1. ชื่อห้างหุ้นส่วนวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วน
                          2. ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
                          3. ชื่อ ยี่ห้อ สำนักอาชีวะ 
                          4. สิ่งที่นำมาลงหุ้นของหุ้นส่วนทุกคน 
              
การจดทะเบียนตั้งบริษัท
                                 เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องจัดให้หุ้นของบริษัททั้งหมดมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นจนครบ เมื่อมีผู้เข้าจองซื้อหุ้นจนครบแล้ว ผู้เริ่มก่อการจะออกหนังสือนัดประชุมส่งไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนเพื่อเรียกประชุมผู้ถือหุ้น การประชุมเช่นนี้เรียกว่า การประชุมตั้งบริษัท หนังสือนัดประชุมนี้จะต้องออกก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน
                                   กิจการที่จะต้องทำในที่ประชุมจัดตั้งบริษัททำความตกลงเรื่องข้อบังคับของบริษัท ให้สัตยาบันแก่บรรดาสัญญาซึ่งผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ และค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งเขาต้องออกไปในการเริ่มก่อตั้งบริษัทวางกำหนดจำนวนเงินซึ่งจะให้แก่ผู้เริ่มก่อการ ถ้าหากมีเจตนาว่าจะให้วางกำหนดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิ์ ทั้งกำหนดสภาพและบุริมสิทธิ์แห่งหุ้นนั้น ๆ ว่าเป็นสถานใดเพียงใด ถ้าหากจะมีหุ้นเช่นนั้นในบริษัทวางกำหนดจำนวนหุ้นสามัญ หรือหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้ว หรือได้ใช้แต่บางส่วนแล้ว เพราะใช้ให้ด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน และกำหนดว่าเพียงใดซึ่งจะถือเอาเป็นว่าได้ใช้แล้ว ถ้าหากมจะมีหุ้นเช่นนั้นในบริษัทให้แถลงในที่ประชุมโดยเฉพาะว่า ซึ่งจะออกหุ้นสามัญ หรือหุ้นบุริมสิทธิ์ให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เงินแล้วเช่นนั้น เพื่อแทนคุณแรงงานหรือตอบแทนทรัพย์สินอย่างใดให้พรรณนาจงชัดเจนทุกประการ
                   การเลือกตั้งกรรมการและพนักงานสอบบัญชีอันเป็นชุดแรกของบริษัท และวางกำหนดอำนาจของคนเหล่านี้ด้วยในการประชุมตั้งบริษัทที่ประชุมจะต้องรับรองบัญชีรายชื่อ ฐานะ และสำนักของผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นพร้อมทั้งจำนวนหุ้นซึ่งต่างคนได้ลงชื่อซื้อไว้เมื่อที่ประชุมตั้งบริษัทได้เลบือกกรรมการชุดแรก 
                     ผู้เริ่มก่อการจะมอบการงานทั้งมหดให้แก่กรรมการรับไปดำเนินงานต่อไป กรรมการจะเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทั้งหลายชำระค่าหุ้น ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้น เมื่อได้รับค่าหุ้นแล้วกรรมการจะดำเนินการจดทะเบียนตั้งบริษัทต่อไป ซึ่งจะต้องกระทำภายใน 3 เดือน นับแต่วันประชุมตั้งบริษัท
สาระสำคัญที่ต้องจดทะเบียน
            1. จำนวนหุ้นทั้งสิ้นซึ่งได้มีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นหรือได้จัดออกให้แแล้ว แยกให้ปรากฎว่าเป็นหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ์จำนวนเท่าใด
            2. จำนวนหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้วหรือได้ใช้แต่บางส่วนแล้วนอกจากที่ให้ใช้เป็นตัวเงิน และหุ้นที่ได้ใช้แต่บางส่วนนั้นได้ใช้แล้วเพียงใด
           3. จำนวนเงินทีได้ใช้แล้วหุ้นละเท่าใด
           4. จำนวนเงินทีได้รับไว้เป็นค่าหุ้นรวมทั้งสิ้นเท่าใด
           5.ชื่อ อาชีวะ และที่อยู่ของกรรมการทุกคน
           6. จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อเป็นสำคัญผูกพันบริษัทได้
           7. ข้อแถลงแสดงว่าบริษัทได้ตั้งขึ้นโดยมีหรือไม่มีกำหนดอายุ
           8. ข้อแถลงแสดงว่าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งปวง
           9. รายการอย่างอื่นที่เห็นควรจะให้ทราบแก่ประชาชน
         10. ตราของบริษัท
         11.ข้อแถลงแสดงว่าบริษัทได้ตั้งขึ้นโดยมีหรือไม่มีข้อบังคับ
ขั้นตอนการจดทะเบียนตั้งบริษัท
                       เมื่อบริษัทจัดประชุมตามวาระการประชุมครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และกรรมการได้รับชำระค่าหุ้นจากผู้เริ่มก่อการและผู้ชื่อซื้อหุ้นครบถ้วนแล้ว กรรมการจะต้องจัดทำคำขอและรายการจดทะเบียน พร้อมทั้งเอกสารประกอบตามที่กำหนดในระเบียบฯยื่นคำขอจดทะเบียนตั้งบริษัท รายการจดทะเบียนและเอกสารประกอบ โดยกรรมการผู้มีอำนาจตามมติที่ประชุมตั้งบริษัทเป็นผู้ลงชื่อในคำขอเช่นเดียวกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 3 เดือน นับแต่วันประชุมตั้งบริษัทเจ้าหน้าที่จะตรวจพิจารณา สั่งชำระค่าะรรมเนียม รับจดทะเบียน ออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนและหนังสือรับรองรายการทางทะเบียนเช่นเดียวกับการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน โดยคิดค่าธรรมเนียมตามทุนที่ขอจดทะเบียน (ทุนจดทะเบียนหนึ่งแสนบาทคิดค่าธรรมเนียม 500.00 บาท เศษของหนึ่งแสนบาทคิดเท่ากับหนึ่งแสนบาท แต่เก็บค่าธรรมเนียมอย่างน้อย 5,000.00 บาท อย่างมากไม่เกิน 250,000.00 บาท).